Drive Me Crazy
ตีพิมพ์ครั้งแรก : นิตยสาร Image คอลัมน์ Human Matrix ฉบับเดือนพฤษจิกายน 2552
Drive Me Crazy
เคยสงสัยในประโยคที่ว่า “แม่ง.. ผู้หญิงขับแน่ๆ คันนี้” กันไหมครับ ว่ามันมีที่มาจากจุดไหน และทำไมมันถึงต้องเหมารวมกันให้เสียภาพลักษณ์สาวไทยหลังพวงมาลัยขนาดนี้ ผมในฐานะตัว แทนผู้ชาย, สารถี และผู้โดยสารเกือบทั้งมวลจะขอชี้แจงให้ทราบโดยทั่วกัน
ผมเองคงไม่ต้องอธิบายให้เข้าใจว่าโลกหลังพวงมาลัยหรือใน cockpit นั้นน่าตื่นเต้นแค่ไหน เพราะทุกอย่างสงบนิ่งแทบเท้าที่ปลายคันเร่งไม่ว่าจะเหยียบหรือผ่อน ความรู้สึกแบบนี้แหละครับที่เราเรียกมันว่า Racer’s instinct คือการพุ่งทะยานออกไปได้ไกลกว่าคนอื่น เร็วกว่าคนอื่น แต่ถ้าเป็นเรื่องแรงๆ เหล่านี้กับผู้หญิง อื่มม.. พวกเราหลายคนยอมรับสารภาพจริงๆ ว่ามันไม่ได้เข้ากับพวกเธอเลย บางครั้งมีแอบวูบคิดมาว่าเธอกำลังทำเรื่องงี่เง่าแท้ๆ
แน่นอนครับ แม้มันเป็นการเหมารวมที่โลกแคบ-คนถ้ำสุดๆ แต่มันก็เป็นเรื่องจริง
สิ่งหนึ่งที่ผู้โดยสารชายอย่างพวกเราตั้งข้อสังเกตแถมหวาดกลัวต่อพฤติกรรมการขับรถของผู้หญิง ก็คือห้วงอารมณ์ของสาวเจ้าก่อนขับรถ และระหว่างขับรถนี่เองครับ เมื่อตอนก่อนจะสตาร์ทเครื่องก็งดงามตามกุลสตรีไทยดี แต่พอได้บี้คันเร่งแล้วกลับกลายเป็นคนละคนไปเสียได้ คุณเธออาจจะหยาบคาย ก่นด่า บ่นบ้า ออกตัวเกียร์สอง สาดไฟสูง ปาดหน้า หรือเบรคซะคันข้างหลังหัวคะมำ เป็นไปได้ทั้งนั้น ซึ่งนั่นน่าหวาดเสียวกับคนนั่งด้วยเป็นที่สุด หากแต่ตอนออกจากห้วงอารมณ์คนขับแล้วก็กลายเป็นยอดหญิงคนเดิม ซึ่งนี่เป็นประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่า ร่างอวตารก่อนหน้านี้มันมาจากไหนกันแน่ เอ๊ะ.. ติดเรามาหรือเปล่าก็คงไม่ใช่ จริงอยู่ที่ผู้ชายฉุนเฉียวเกือบทุกครั้งขณะขับรถ แต่พวกเรามั่นใจเหลือเกินว่า เราไม่พยายามพาใครไปตายด้วยแน่ๆ
ทีนี้ พฤติกรรมการขับรถแบบ “พาใครไปตาย” ของสาวเจ้านี่แหละครับที่น่าเป็นห่วง โปรดอย่าทักท้วงเลยนะครับ เพราะผู้หญิงหลายคนตัดสินใจได้ช้ามากในเสี้ยววินาทีที่จำเป็น จะให้ยกตัวอย่างง่ายๆ ก็อย่างเช่นการเปิดไฟเลี้ยวแช่มันไว้อย่างนั้นแล้วไม่ยอมไปซะที คร่อมเลนมันอยู่ได้เป็นกิโลเมตร หรือการเร่งแซงที่ช้ามาก จนบางครั้งทำให้เข้าใจได้ว่า พวกเธอจะขับรถเอาโล่ห์ระเบียบวินัย โธ่.. ชีวิตมันไม่ได้ยากขนาดนั้นเลย กับอีแค่เรื่องแซงคันข้างๆ หรือถ้าให้ยกเหตุการณ์ที่รวดเร็วรุนแรงกว่านั้น เช่นจังหวะกลับรถ ขับจี้คันข้างหน้าเผื่อผ่านไฟแดง หรือย่านความเร็วที่เกินเกียร์สี่ ผสมรวมกับการตัดสินใจที่หลายครั้งแสนจะชักช้าของพวกเธอ ทำให้ผมสามารถเปลี่ยนคำว่า “พาใครไปตาย” เป็น “พากันไปตาย” ได้เลยทีเดียว
ที่น่าตกใจคือ จากการสอบถามทัศนคติการขับรถของผู้หญิงบางท่าน ผมกลับได้รับคำตอบอันน่าตระหนกที่ว่า “ก็ไม่ได้แรงอ่ะค่ะ แค่ใจนักเลง” หรือ “บางวันก็ขับแบบสองแรงมือ หรือไม่ก็ร้อยแรงม้าไปเลย” ก็ด้วยความคิดแบบนี้แหละครับที่สร้างความหวาดหวั่นต่อคนข้างๆ ว่าจะพาเราไปตายหรือเปล่า หากผมได้น่ังด้วยก็คงจะเอาเท้ายัน (คอนโซล) หน้าคนขับไปตลอดทางเป็นแน่
จริงอยู่ที่สถิติของอุบัติเหตุทางยานพาหนะไม่ว่าชนิดใดๆ ล้วนชี้บ่งถึงจำนวนอุบัติเหตุของผู้ชายที่มีมากกว่าผู้หญิงอย่างไม่ต้องสงสัย (เพราะเขาเก็บสถิติแค่สองเพศ ไม่มี sub-gender ประกอบ) คุณผู้หญิงทั้งหลายอาจจะเถียงได้ว่านี่ไง สถิติมันฟ้องว่าพวกเราขับรถปลอดภัยว่าตั้งเยอะ พวกผู้ชายหัดแหกตาดูซะบ้าง หากแต่สถิติที่น่าจะเบิ่งเนตรมองก็บอกอีกเหมือนกันครับว่า กว่า 80 เปอร์เซนต์ของผู้หญิงที่ขับรถเคยประสบอุบัติเหตุ (แม่ผู้เขียนเองยังเคยรถคว่ำตั้งสองครั้ง ดีที่รอด) ซึ่งนั่นมากกว่าผู้ชายถึงเกือบร้อยละ 15 เชียวนะครับ ฉะนั้นอย่ามองข้ามความจริงข้อนี้จากการเข้าข้างเพศเดียวกันเองจนเกิดพอดี
และขอร้องครับ ว่าอย่าเถียงสถิติกับคณิตศาสตร์ เพราะมันเปล่าประโยชน์
แน่นอนว่าประเด็นที่ว่า “ผู้ชายกับผู้หญิง ใครขับรถดีกว่ากัน” จะเป็นเร่ืองโลกแตกที่ต้องทุ่มเถียงกันไปจนกว่าพลังงาน (ทดแทน) จะหมดไปจากโลก หากแม้คุณผู้หญิงทั้งหลายให้ค่ากับการเพียรหาคำตอบจนเพลียของวลีก่อนหน้าเพียงใด มันอาจจะไม่มีทางเปลี่ยนทัศนคติของผู้ชายหลาย คนที่ว่า “ผู้หญิงขับรถแย่กว่าผู้ชาย” ไปได้เลย น่าเจ็บปวดนะครับที่คุณผู้หญิงหลายท่านที่ขับรถได้ดี กลับถูกกระทำ ถูกเหมารวมไปกับม็อตโต้โลกแคบแบบนี้ เพราะไม่ว่าเพศใดก็สามารถขับรถได้เลวร้ายไร้มารยาทได้เท่าเทียมกัน
ถ้าหมั่นไส้พวกผมกันนักก็รอเอาคืนบนถนนได้นะครับ ไม่เป็นไร แต่ระวังคนข้างๆ จะค่อนขอดว่าอีนี่ขับรถอย่างกับเมายาม้า หรือเทิร์นโปรฟอร์มูล่าวันไม่ผ่าน จะมาว่ากันไม่ได้นะครับผม :P

Leave a Reply