Balance

ตีพิมพ์ครั้งแรก : นิตยสาร Image คอลัมน์ Human Matrix ฉบับเดือนตุลาคม 2552

สมดุล

ผมเชื่อว่าไม่มีสิ่งใดในที่จะดูดกลืนช่วงเวลาของชีวิตคู่ไปมากกว่าเรื่องของหน้าที่การงานอีกแล้ว แน่สิครับ เพราะเมื่อเราอยู่กันนานๆ ไป ความรักก็หาใช่เรื่องของคนสองคนไม่ และเมื่อหน้าที่ อันสำคัญของแต่ละคนนั้น กลับสำคัญเสียกว่าความรู้สึกของคนที่ตนเองแคร์เสียอีก

แน่นอนว่าในทุกรูปแบบความสัมพันธ์มันต้องมีเรื่องของหน้าที่การงานเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเสมอ (เดาว่าหลายคู่เจอกันที่ทำงานด้วยซ้ำ) ต่างคนต่างมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบแตกต่างกันออกไป และ.. ทุกคู่ยังค้นไม่พบจุดสมดุลระหว่างความรักและหน้าที่การงานหรอกครับ จนกระทั่งถึงจุดๆ หนึ่ง ที่เมื่อมีปัญหาอะไรก็ตามไม่ว่าเรื่องเล็กใหญ่แล้วไม่มีใครพร้อมจะแก้ หรือไม่พยายามทั้งสองฝ่าย แม้ไม่ได้ตั้งใจให้เป็นแบบนั้น แต่เชื่อเถอะครับว่ามันมีอยู่จริง

ออกตัวก่อนนะครับว่าไม่อยากให้คุณผู้อ่านโทษเรื่องภาระหน้าที่ที่เป็นปัจจัยหลัก แต่โดย ธรรมชาติแล้ว ผมเชื่อว่ามนุษย์ทุกคนล้วนแล้วแต่นึกถึงแต่ความสุข ความสำเร็จของตัวเองมาก่อน เสมอ เมื่อคุณประสบความสำเร็จในหน้าที่ หรือก้าวหน้าในการงานทั้งสองฝ่าย คุณอาจสนุกกับ ความสำเร็จและมาไกลเกินกว่าจะมองย้อนไปข้างหลัง แต่น่าเสียดายที่คุณบางคนไม่เคยหันหน้าไปมองคนข้างๆ ที่อยู่คู่กับคุณมาตลอดเลย ไอ้ความสำเร็จเหล่านี้มันได้เข้ามาแทนที่ความรู้สึกอัน ปราถนาดีต่อกันไปเสียแล้ว (ขอเตือนนะครับ ล่มมาแล้วหลายคู่ทั้งหญิงชาย หญิงหญิง ชายชาย)

จริงๆ แล้วสิ่งเหล่านี้แหละครับคืออัตตาต่อหน้าที่ ซึ่งในหลายครั้งทำให้้เรากล้าๆ มองข้ามความรู้สึกหรือปัญหาของคนรักที่มีอยู่ตรงหน้าเสียด้วยซ้ำไป กลายเป็นว่าอยู่บ้านเดียวกัน แต่เริ่มจะพูดกันคนละเรื่อง (หรือไม่ก็ ซักเรื่องได้มั้ยเนี่ย..) ไปเสียแล้ว ในเมื่อต่างคนต่างยุ่งเรื่องงานนัก ก็ไม่ ต้องช่วยกันสะสางปัญหาไปเลย ง่ายดี อาจเพราะทั้งคู่ตั้งใจละเลยการแก้ปัญหาบางเรื่องด้วยสาเหตุ ที่ว่าเคยพูดกันไปแล้ว เคยได้พยายามแก้ไขกันทั้งคู่แล้วก็ยังวนมาเป็นแบบเดิม หรือไม่แต่ไม่อยากจะพูดถึงมัน พูดแล้วพาลจะหมดอารมณ์กันเปล่าๆ แน่นอนครับ เมื่อถึงจุดหนึ่งการกระทำเหล่านี้จะนำทางความสัมพันธ์ไปยังปัญหาที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ไม่ว่าจะด้วยประเด็นอะไรก็ตาม ซึ่งผมเรียนให้ทราบตรงนี้เลยนะครับว่าอัตตา การมองข้ามและพยายามแกล้งลืมปัญหาไม่ได้ช่วยอะไร ถึงเมื่อมองย้อนอดีตกลับไป ก็ทำให้แน่ใจได้ว่าอนาคตของสองเราจะไม่มีวันสวยงามถ้ายังปล่อยมันไปแบบนี้

สิ่งที่ผมจะพูดถึงในตอนนี้ไม่ใช่เรื่องของเงินเดือน หรือเรื่องของโบนัสอะไรหรอกครับ หากแต่ประเด็นที่จะกล่าวถึงคือ “เวลาที่มอบให้แก่กัน” ที่ถูกริดรอนด้วยเวลาของหน้าที่การงาน ซึ่งนั่น ไม่ได้หมายความว่าหมดโปรโมชั่นนะครับ มันหนักหนาและกัดกร่อนหัวใจยิ่งกว่า เพราะการเพิกเฉยต่อกันมันก็เท่ากับคุณไม่เอาใจใส่ หรือให้ค่ากับคนที่คุณรักเลย จุดสมดุลมันไม่คงที่ก็เพราะตรงนี้

ทีนี้หายสงสัยหรือยังครับ ว่าการงานทำไมก้าวหน้า แต่ความสัมพันธ์กลับก้าวย่ำอยู่กับที่

หากต้องการหาจุดสมดุลระหว่างความสัมพันธ์และหน้าที่การงาน ก็ไม่มีอะไรที่จะง่ายไปกว่า “ความเอาใส่ใจ”  และ “การลำดับความสำคัญ” ครับ มันแน่นนอนว่าเวลางานจะลดทอนเวลา ส่วนตัวไปหากแต่พวกคุณ (ทั้งคู่นั่นแหละ) พยายามใส่ใจกับรายละเอียดและหยาบที่สำคัญต่อความรู้สึก แน่นอนว่ามันจะไม่มีทางเติมอดีตได้เต็ม ทว่ามันสำคัญต่ออนาคตเป็นแน่ครับ

ถึงตรงนี้ให้ถามตัวเองสั้นๆ และตอบในใจดังๆ ว่า เมื่อถึงเวลาที่มีปัญหา คุณทั้งคู่ให้ความสำคัญและเวลามากพอกับการแก้ปัญหาแค่ไหน
นอกเหนือจากการใส่ใจแล้ว ผมอยากให้ผู้อ่านลองแบ่งโลกส่วนตัวของตนเองสักพาร์ตหนึ่งเพื่อตรองดูว่า ยังขาดเหลือรายละเอียดอันใดที่ยังไม่ถูกเติมให้เต็มหรือปัญหาใดที่ยังไม่ได้ถูกแก้ไขไปบ้าง ส่วนที่เหลือในเรื่องเหล่านี้คงเป็นเรื่องของการลำดับความสำคัญนี่แหละครับ ผมคิดว่าไม่มีคู่ใดที่ให้ค่ากับหน้าที่การงานมากกว่าเรื่องของความรัก ฉันใดก็ฉันนั้น หลายครั้งที่ปัญหาหลายอย่าง มันกองอยู่ตรงหน้าของคุณทั้งคู่แล้ว ติดอยู่แค่ว่าจะพยายามแก้ไขกันมากแค่ไหน หรือทุ่มเทกับการแก้ไขปัญหาเพียงใด

แค่คิดถึงตัวเองให้น้อยลง แล้วทำเพื่อคนที่เรารักให้มากขึ้นครับ :)


Leave a Reply