Lazynism
แม้ในตอนนี้ผมจะไม่ใช่อาจารย์ นักวิชาการ นักปรัชญา หรือว่าอะไรก็ตามที่ตัวผมเคยเป็น
เพียงแต่จิตวิญญาณแห่งการแสวงหาและความปรารถนาที่จะถ่ายทอดความรู้ซึ่งยัง เหลืออยู่น้อยนิดในใจ ได้เรียกร้องให้ผมบันทึกสิ่งที่ผมได้รับรู้มา เพื่อเปิดเผยให้โลกได้รู้เอาไว้ ก่อนที่มันอาจจะต้องสาบสูญไปตลอดกาล…
ถ้าผมดำเนินการศึกษาวิจัยจนสำเร็จ และเปิดเผยหลักฐานสำคัญชิ้นนี้กับวงการวิชาการและสื่อมวลชน ชื่อของผมจะต้องเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก ในฐานะของผู้ที่ประกาศให้ทุกคนได้รู้ว่า นอกจากศาสนาพุทธ ศาสนาคริสต์ ศาสนาอิสลาม ศาสนาฮินดู และลัทธิฟาหลุนกง ยังมีลัทธิอีกลัทธิหนึ่งที่ประชากรมนุษย์ปฏิบัติตนเป็นสาวกจำนวนหลายล้านคน
ลัทธินี้คือ… “ลัทธิเกียจคร้านนิยม”
—————————————–
ก่อนหน้านี้ ผมเป็นนักวิชาการสอนวิชาศาสนาเปรียบเทียบอยู่ที่มหาวิทยาลัยของรัฐแห่งหนึ่ง
งานสอนของผมช่างราบเรียบจนน่าเบื่อหน่าย แต่ละวันมีนักศึกษามาเข้าเรียนไม่กี่คน เพราะเด็กๆ เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยมีใครสนใจปรัชญาศาสนากันแล้ว ส่วนชีวิตราชการของผมก็เต็มไปด้วยความวุ่นวายจากการแก่งแย่งแข่งขันแบ่งพรรค แบ่งพวกของเหล่าอาจารย์ บางคนเป็นอาจารย์สอนวิชาพุทธศาสนา หรือวิชาจริยศาสตร์ แต่ดูเหมือนความรู้เหล่านั้นจะไม่ได้ขัดเกลาผู้ที่ต้องพูดถึงพวกมันวันละสาม คาบเรียนเลยแม้แต่น้อย
ดังนั้นเมื่อมีโอกาส ผมจึงสอบชิงทุนการศึกษาไปศึกษาต่อระดับปริญญาเอกที่ประเทศอินเดีย สวรรค์ของผู้ฝักใฝ่ในปรัชญาศาสนา บรรยากาศเข้มขลังของดินแดนที่เป็นต้นกำเนิดศาสนาสำคัญของโลกทำให้สมองของผม หิวกระหายในความรู้เหมือนครั้งยังอยู่ในวัยแห่งการแสวงหา ผมเข้าออกห้องสมุดอันใหญ่โตของมหาวิทยาลัยวันละสามเวลาหลังอาหาร เพื่อดับความอยากรู้ในเรื่องราวต่างๆ
ห้องสมุดที่นี่จัดว่าเป็นห้องสมุดด้านปรัชญาศาสนาที่ใหญ่ที่สุดในโลก มีคัมภีร์ หนังสือ เอกสาร งานวิจัยด้านนี้มากมาย ชนิดที่อ่านทั้งชีวิตไม่มีวันหมด… ตั้งแต่คัมภีร์พระเวทอายุกว่าพันปี ไปจนถึงรายงานวิจัยล่าสุดเกี่ยวกับลัทธิจานบินในประเทศสหรัฐอเมริกา
ทว่าเล่มที่ประทับใจผมมากที่สุด ก็คือรายงานการศึกษาเกี่ยวกับลัทธิเกียจคร้านนิยม (Lazynism) ของนักวิชาการชาวญี่ปุ่น
มันเป็นรายงานทางวิชาการที่ไม่เป็นวิชาการที่สุดตั้งแต่ชื่อลัทธิที่ไม่น่า จะมีอยู่จริง ไปจนถึงทฤษฎีที่ไม่มีหลักฐานยืนยันทั้งสิ้น นอกจากถ้อยคำของชายไร้บ้านที่อ้างตัวว่าเป็นหนึ่งในผู้นำของลัทธินี้ใน ปัจจุบัน…
ผมอ่านรายงานฉบับนี้บ่อยๆ เพราะติดใจในจินตนาการล้ำลึกของผู้เขียน เข้าใจว่าผู้เขียนคงเป็นนักวิชาการที่เรียนมากจนเพี้ยนซึ่งพบเห็นได้บ่อยๆ ผมเชื่อเช่นนี้มาตลอดจนกระทั่งผมได้รับทราบว่า นักวิชาการท่านนี้ได้ฆ่าตัวตายไปแล้วเมื่อหลายปีก่อน เพื่อยืนยันว่าสิ่งที่เขาเขียนเป็นความจริง!
—————————————–
ด้วยความรู้สึกผิดที่เคยดูถูกรายงานนี้ ผมจึงใช้เวลาช่วงปิดเทอมในการแกะรอยลัทธิเกียจคร้านนิยมทั้งในอินเดียและไทย และผมต้องตกตะลึงเมื่อได้พบกับสาวกลัทธินี้เข้าจริงๆ ลัทธิเกียจคร้านนิยมมิใช่ลัทธิลึกลับแต่อย่างใด เพียงแต่สาวกลัทธินี้เกียจคร้านที่จะแสดงตัว ถ้าผมเข้าไปรุกเร้าสอบถามมากๆ จนเขาขี้เกียจปฏิเสธผมก็พอจะได้ข้อมูลบ้าง ทว่าข้อมูลเพียงเท่านี้ก็ยังไม่เพียงพอ ผมต้องการหลักฐานที่เป็นวัตถุสักอย่างเพื่อยืนยันการมีอยู่จริงของลัทธินี้ จะเป็นศาสนสถาน รูปเคารพ หรืออะไรก็ได้… มันทำให้ผมเริ่มสนุกกับการตามรอยครั้งนี้
ผมใช้เงินเก็บเท่าที่มีเป็นค่าเดินทางค้นหาในหลายประเทศ และในที่สุดผมก็ได้พบกับหลักฐานสำคัญในร้านขายหนังสือเก่าที่กรุงโรม มันกองอยู่ในลังหนังสือเก่าลดราคาพิเศษ สิ่งนี้คือคัมภีร์ของลัทธิเกียจคร้านนิยมที่มีอายุมากกว่า 300 ปี ซึ่งเขียนโดยสาวกนอกคอกท่านหนึ่ง ที่กล่าวว่าเป็นสาวกนอกคอกก็เพราะชาวเกียจคร้านนิยมที่แท้จริงจะต้อง เกียจคร้านในการทำกิจทุกอย่าง แม้แต่การเขียนคัมภีร์ของลัทธิตัวเอง
ผมเชื่อว่านี่คงเป็นคัมภีร์ของลัทธินี้ที่มีเพียงเล่มเดียวในโลก…
คัมภีร์หนาเพียงไม่กี่หน้า เขียนด้วยลายมือไร้ระเบียบซึ่งทำให้ผู้ที่พยายามอ่านอาจจะตาบอดได้
ในคัมภีร์รวบรวมประวัติความเป็นมา ความเชื่อ และปรัชญาการใช้ชีวิตของลัทธินี้เอาไว้อย่างไม่จัดหมวดหมู่ ผมจึงต้องเรียบเรียงขึ้นมาใหม่เพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจง่ายๆ ดังนี้
1. ลัทธิเกียจคร้านนิยมไม่มีพระเจ้า
เล่าขานกันว่า ศาสดาผู้ก่อตั้งมีชีวิตอยู่ในสมัยก่อนประวัติศาสตร์ (เก่าแก่กว่าทุกศาสนาในโลก) เป็นมนุษย์ถ้ำที่มีความเกียจคร้านมากกว่ามนุษย์ถ้ำคนอื่นๆ ในเผ่าของท่าน (ศาสดาท่านนี้ไม่มีใครทราบชื่อ อาจเป็นเพราะสมัยนั้นมนุษย์ยังไม่มีชื่อ หรือไม่ก็เพราะสาวกรุ่นต่อๆ มาขี้เกียจจำ) ในยุคนั้นแหล่งอาหารของมนุษย์คือสัตว์ป่า ซึ่งเป็นงานของสมาชิกทุกคนในเผ่าที่จะต้องออกไปล่าสัตว์
แล้ววันที่จะเปลี่ยนแปลงชีวิตของศาสดาก็มาถึง…
เมื่อท่านตื่นสายในวันล่าสัตว์ ท่านพบว่าคนอื่นๆ ในเผ่าออกไปล่าสัตว์กันหมดแล้ว แม้ท่านคิดจะเดินตามไปก็กลัวหลงทาง จะอยู่รอที่ถ้ำก็คงไม่ได้ส่วนแบ่งอาหารแน่ๆ ท่านจึงตัดสินใจนอนต่อเพื่อตัดปัญหา เมื่อตื่นขึ้นมาอีกครั้งตอนค่ำ ท่านหิว ท่านจึงออกไปหาใบไม้กิน บังเอิญคนในเผ่ากำลังแบกสัตว์ที่ล่าได้กลับมาพอดี ศาสดาจึงแอบเข้าร่วมขบวนด้วยในความมืด และได้รับส่วนแบ่งอาหารเพราะทุกคนคิดว่าท่านออกไปล่าสัตว์ด้วย
ตั้งแต่วันนั้น ท่านก็ใช้ชีวิตเช่นนี้ทุกวัน…
ท่านใช้เวลาว่างที่มีมากมายคิดถึงธรรมชาติของความเกียจคร้าน และเริ่มเผยแพร่คำสอนให้กับเพื่อนสนิท ในเวลาไม่นาน มนุษย์ถ้ำเผ่านี้ก็ต้องล่มสลายลงเพราะทุกคนเป็นสาวกลัทธิเกียจคร้านนิยมกัน หมด จึงไม่มีใครออกไปล่าสัตว์ ศาสดาและสาวกต้องแยกย้ายกันไปอาศัยตามเผ่าต่างๆ และเผยแพร่ลัทธิไปเรื่อยๆ
2. ลัทธิเกียจคร้านนิยมถือว่าความเกียจคร้านคือธรรมชาติที่มีอยู่ในมนุษย์ทุกคน การหลีกหนีจากความเกียจคร้านจะยิ่งทำให้เกิดความทุกข์
หลักธรรมสูงสุดของลัทธินี้คือการดำรงชีพโดยกระทำกิจกรรมต่างๆ ให้น้อยที่สุดคือชีวิตที่ประเสริฐที่สุด ปรัชญาของลัทธิเกียจคร้านนิยมไม่มีเรื่องอภิปรัชญาใดๆ ล้วนแต่เป็นเรื่องธรรมดาในชีวิตประจำวันทั้งสิ้น
3. ที่อยู่อาศัย
สิ่งที่สำคัญที่สุดในบ้านคือที่นอน
ขอเพียงในบ้านมีพื้นที่เรียบๆ สักเล็กน้อยพอให้เอนหลังนอนได้ ส่วนอื่นและสิ่งอื่นในบ้านก็ไม่จำเป็นจะต้องสนใจ
4. อาหาร
จงกินเพื่ออิ่มและกินให้อิ่ม
กล่าวกันว่าสาวกลัทธิเกียจคร้านนิยมเป็นผู้ค้นพบพืช อาหารและยาพิษชนิดต่างๆ มากมายในอดีต ขณะที่มนุษย์คนอื่นๆออกไปล่าสัตว์ หรือทำกสิกรรม
5. เครื่องนุ่งห่ม
การซักล้างเครื่องนุ่งห่มคือการชะล้างรัศมีแห่งความเกียจคร้านออกไป อันจะนำมาซึ่งโชคร้าย
6. การใช้ชีวิต
ถ้าเดินได้จะต้องไม่วิ่ง ถ้ายืนได้จะต้องไม่เดิน ถ้านั่งได้จะไม่ต้องยืน และถ้านอนได้จะต้องไม่นั่ง
7. ครอบครัว
ครอบครัวคือสวรรค์
จงใช้เวลากับครอบครัวให้ยาวนานที่สุด (ผมเคยพบสาวกลัทธิเกียจคร้านนิยมอายุ 50 ปี ที่ยังอาศัยอยู่กับพ่อแม่อยู่)
8. มิตรภาพ
มิตรภาพสามารถทำลายความเหงา… และความหิว
9. การแต่งงาน
การแต่งงานเพื่อความอยู่รอดของลัทธิและตัวสาวกเอง การแต่งงานระหว่างสาวกด้วยกันเป็นสิ่งที่พึงหลีกเลี่ยง
10. การทำงาน
การทำงานคือบาปสูงสุดที่ไม่อาจให้อภัยได้
11. การว่างงาน
การว่างงานคือสภาวะสูงสุดที่สาวกทุกคนพึงปรารถนาและเข้าถึงให้ได้
12. เวลา
เหตุใดเราถึงต้องเลือกที่จะกระทำบางสิ่งบางอย่างในเวลานี้ ทั้งที่มันสามารถกระทำได้ในเวลาอื่น
นอกจากนี้ยังมีปรัชญาอีกหลายหัวข้อ แต่ในคัมภีร์หน้าหลังๆ ผู้บันทึกคงเริ่มเกียจคร้านขึ้นเรื่อยๆ บางประโยคจึงมีแค่คำๆ เดียว ส่วนบางคำก็มีเพียงตัวอักษรเดียว ถ้าหากจะถอดความหมายทั้งหมด ผมคงต้องใช้เวลากับนักภาษาศาสตร์อีกหลายปี
——————————————
หลังจากผมได้ศึกษาลัทธิเกียจคร้านนิยม ผมได้พบว่าความเชื่อของลัทธิเกียจคร้านนิยมเป็นความจริงที่ปฏิเสธไม่ได้
ยิ่งย้อนคิดถึงชีวิตที่ผ่านมา คิดถึงความน่าเบื่อหน่ายของการทำงานสอน คิดถึงการทำถกเถียงที่ไม่มีวันสิ้นสุดของวงการวิชาการ คิดถึงสงครามแย่งตำแหน่งในที่ทำงาน คิดดูแล้วช่วงเวลาที่ผมมีความสุขที่สุดคือเวลาที่ได้พักผ่อนนอนสบาย ไม่ต้องเครียด ไม่ต้องกังวลกับสิ่งใด แล้วทำไมผมไม่พักผ่อนทุกวันเสียเลยเล่า? ผมจึงตัดสินใจละทิ้งทุกอย่างเพื่อเป็นสาวกของลัทธิเกียจคร้านนิยม
ถึงตรงนี้ ผู้อ่านหลายท่านที่เชื่อเรื่องราวทั้งหมดที่ผมถ่ายทอดออกมา คงจะสงสัยว่าทำไมผมถึงไม่ทำวิจัยเรื่องนี้ให้เรียบร้อยและเปิดเผยอย่างเป็น ทางการ
สาเหตุก็คือ… ผมขี้เกียจครับ
ผู้อ่านที่สนใจจะเป็นสาวกลัทธินี้ไม่ต้องเสียใจ อย่างที่ในคัมภีร์เขียนไว้ว่า ความเกียจคร้านเป็นธรรมชาติของมนุษย์ทุกคน เพียงแค่นอนตื่นสายๆ และคิดว่าสิ่งที่ต้องทำวันนี้สามารถรอถึงพรุ่งนี้ได้ เพียงแค่ปฏิบัติเช่นนี้ไปเรื่อยๆ และเมื่อถึงวันหนึ่ง คุณก็จะได้เป็นสาวกของลัทธิเกียจคร้านนิยมเต็มตัว
ขอบคุณและสวัสดี.
~ by YP Chakree on 4 February 2009.
Posted in Stories

Leave a Reply